ภาวะโภชนาการของเด็กไทยในวันนี้ นับเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพ ที่ใหญ่ไม่แพ้ปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ เด็กในเมืองเป็นโรคอ้วน กลับกันเด็กในชนบทกลับเป็นโรคขาดสารอาหาร

ในปัจจุบันจำนวนเงินทุนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เฉลี่ยอยู่ที่เด็กหนึ่งคนต่อจำนวนเงิน 13 บาท ในแต่ละมื้อ แต่จำนวนเงินดังกล่าวก็ยังไม่เป็นที่เพียงพอ โรงเรียนแม่ตะไคร้ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เป็นโรงเรียนหนึ่งที่ได้ เข้าร่วมโครงการอาหาร และยังได้รับเลือกจากโครงการ ให้เป็น “โรงเรียนต้นแบบอาหารกลางวัน” เพราะมีการบริหารจัดการที่ดี มีจัดระบบดูแลโภชนาการของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเงินที่ได้รับอุดหนุนจากโครงการ มาเป็นเงินต้นทุนหมุนเวียน ในการต่อยอดจัดหาอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนในโรงเรียน โดยนำการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง

ในปัจจุบันจำนวนเงินทุนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เฉลี่ยอยู่ที่เด็กหนึ่งคนต่อจำนวนเงิน 13 บาท ในแต่ละมื้อ แต่จำนวนเงินดังกล่าวก็ยังไม่เป็นที่เพียงพอ โรงเรียนแม่ตะไคร้ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เป็นโรงเรียนหนึ่งที่ได้ เข้าร่วมโครงการอาหาร และยังได้รับเลือกจากโครงการ ให้เป็น “โรงเรียนต้นแบบอาหารกลางวัน” เพราะมีการบริหารจัดการที่ดี มีจัดระบบดูแลโภชนาการของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเงินที่ได้รับอุดหนุนจากโครงการ มาเป็นเงินต้นทุนหมุนเวียน ในการต่อยอดจัดหาอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนในโรงเรียน โดยนำการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง นายเจริญศักดิ์ แสงจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่ตะไคร้ เล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากว่า ต้องการหาทางออกในการจัดหาอาหารกลางวันที่ดี มีประโยชน์ สารอาหารครบตามหลักโภชนาการให้นักเรียนทุกคนได้รับประทาน สำคัญในเวลานั้นที่จะเริ่มต้นทำตนขาดกำลังใจในการที่จะทำ แต่เมื่อได้เข้าร่วมโครงการอาหารกลางวันมาตั้งแต่ปี 2546 นอกจากได้รับสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่ง ก็ได้รับคำแนะนำ และความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ นำเมล็ดพันธ์ผักต่างๆ และพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์มาให้ ทำให้มีกำลังใจในการทำโครงการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ กว่าจะประสบผลสำเร็จ เป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้

วิธีการของโรงเรียน คือ นำเงินที่ได้จากทาง อปท.มาเป็นเงินทุนหมุนเวียน ในการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ มาพัฒนาโครงการอาหารกลางวัน ไม่ใช่นำเงินทุนที่ได้มาจัดหาอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนแบบที่โรงเรียนอื่นทำ ทั้งนี้ เพื่อที่จะทำให้โครงการอาหารกลางวันอยู่อย่างยั่งยืน และทำให้เด็กนักเรียนรุ่นต่อๆ ไป ได้มีอาหารกลางวันที่เพียงพอ เพราะเนื่องจากเล็งเห็นว่า เงินทุนอาหารกลางวันมื้อละ 13 บาท ต่อเด็กหนึ่งคน คงไม่เพียงพอต่อเด็กในแต่ละมื้อ “และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำโครงการอาหารกลางวันนี้ขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้เด็กนักเรียน ในโรงเรียนได้ฝึกอาชีพต่างๆ ไปในตัวเนื่องจากในโครงการของเรามีทั้งการปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงหมูป่า และอีกหลายๆอย่าง ที่จะทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้การทำการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์แบบพอเพียง ปลอดสารพิษ และสามารถนำไปประกอบอาชีพหรือกลับไปช่วยผู้ปกครองทำงานได้” ผอ.โรงเรียนแม่ตะไคร้ กล่าว

ด้านเด็กนักเรียน ด.ญ.ปภาพินท์ เต๋จ๊ะแยง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าถึง การเลี้ยงไก่ไข่เพื่อนำมาเป็นอาหารกลางวันให้กับเพื่อนๆ ของตนและน้องๆ ในโรงเรียนว่า ในทุกๆ วัน ตน และเพื่อนๆ จะแบ่งเวรกันมาดูแลเล้าไก่ หน้าที่ที่ต้องทำเป็นประจำ คือการเก็บไข่ และทำความสะอาดเล้าไก่ เพื่อให้มีความสะอาด รวมถึงการให้อาหารไก่ด้วย แต่ถ้าเป็นวันหยุดจะมีภารโรงเข้ามาดูแลแทนเพราะพวกตนไม่ได้มาโรงเรียน และเมื่อเก็บไข่ได้ก็จะนำมาใช้ทำอาหารกลางวันให้กับพวกตนในโรงเรียน ส่วนไข่ที่เหลือก็จะนำไปขายชาวบ้านในหมู่บ้านเพื่อนำเงินมาซื้ออาหารไก่ และพัฒนาในส่วนอื่นๆ ต่อไป “ชอบที่ได้ทำอะไรแบบนี้ สนุกและได้ความรู้ รวมถึงสามารถกลับไปช่วยที่บ้านได้ด้วย เพราะที่บ้านก็เลี้ยงไก่ไข่เหมือนกัน รวมถึงทำให้น้องๆ ในโรงเรียนมีไข่ไก่ไว้กิน เป็นอาหารกลางวันทุกวัน ไม่ต้องอดข้าวกลางวันหรือต้องนำมาเองจากที่บ้าน” ด.ญ.ปภาพินท์ กล่าว

สำหรับโรงเรียนแม่ตะไคร้ โครงการอาหารกลางวันอาจจะไม่ใช่เพียงแค่เป็นโครงการที่จัดหาอาหารกลางวัน เพื่อมาให้เด็กนักเรียนอิ่มท้องเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโครงการที่ทำให้เด็กนักเรียนได้มีความรู้ และพัฒนาความสามารถทางด้านเกษตร เพื่อเป็นอาชีพในวันข้างหน้า นี่อาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้โรงเรียนแม่ตะไคร้ได้รับรางวัลโรงเรียนต้นแบบอาหารกลางวัน