ความเป็นมา

โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เป็นโครงการที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเมื่อปีงบประมาณ 2535 เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหาร และภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ด้วยเห็นว่า เด็กควรจะได้ดื่มนมซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อันจะส่งผลให้พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กเป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ

ประกอบกับระยะเวลาดังกล่าว รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้สามารถขายน้ำนมดิบได้ และเป็นการส่งเสริมการใช้ผลผลิตภายในประเทศ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมอย่างจริงจัง

โดยในระยะแรกได้จัดสรรงบประมาณเป็นค่าอาหารเสริม (นม) สำหรับเด็กก่อนประถมศึกษา (อนุบาล 1 - 3)

จนกระทั่งปี 2538 จึงจัดให้นักเรียนชั้น ป.1 และขยายเป้าหมายให้นักเรียนได้ดื่มนมถึงชั้น ป.4 ในปี 2542 จนถึงปัจจุบัน

ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2544 ได้ถ่ายโอนงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อและจัดส่งให้กับสถานศึกษา ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542

การจัดซื้อนมสำหรับโรงเรียน จึงเปลี่ยนจากการให้สถานศึกษาจัดซื้อเอง เป็นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดซื้อให้

วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาร่างกายของนักเรียนให้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรงและมีน้ำหนัก ส่วนสูงเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข

2.. เพื่อเป็นการปลูกฝังการดื่มนมในเด็กและเยาวชน เป็นอาหารเสริมในการพัฒนาร่างกายและสติปัญญา

3. เพื่อสนับสนุนใช้น้ำนมดิบในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของรัฐบาลโดยมีเป้าหมายให้นักเรียน ได้ดื่มนมที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมขายน้ำนมดิบได้

เป้าหมาย

นักเรียนทุกคนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ดื่มนมที่มีคุณภาพ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข อย่างน้อย 200 มิลลิลิตร (ซีซี.) ต่อคนต่อวัน ระยะเวลา 230 วัน (เปิดทำการสอน 200 วัน และช่วงปิดภาคเรียน 30 วัน)

โดยจัดสรรงบประมาณในอัตราคนละ 5 บาทต่อวัน

ปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานในโรงเรียน

1. การจัดสรรนมให้โรงเรียนไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน ส่วนมากมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ข้อมูลจำนวนนักเรียนจากปีการศึกษาที่ผ่านมาเป็นฐานการจัดสรร

2. การจัดซื้อนม 2.1 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมักจะดำเนินการจัดซื้อนมในราคากลาง ขาดการต่อรองราคา โรงเรียนไม่สามารถเลือกนมที่มีคุณภาพเองได้ 2.2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งจัดซื้อไม่ตรงตามความต้องการของโรงเรียน 2.3 โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล บางแห่งได้รับนมยูเอชที บางแห่งได้รับนมพาสเจอร์ไรซ์

3. การจัดส่งนม บางแห่งส่งล่าช้าในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ล่าช้าประมาณ 1-2 สัปดาห์

4. ภาชนะจัดเก็บนม และสถานที่เก็บรักษานมไม่เพียงพอและเหมาะสม

5. ความพึงพอใจการดื่มนมของนักเรียน นักเรียนไม่ชอบดื่มนมรสจืด

6. ไม่มีการประสานงาน การประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างโรงเรียน

การแก้ปัญหานมทั้งระบบ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เพื่อให้สถานศึกษายึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ดังนี้

1. จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แหล่งผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ ที่ท้องถิ่นจะสามารถเลือกซื้อได้ สถิติ/ผลการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพนม และคุณค่าน้ำนมของแต่ละแหล่งผลิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อของสถานศึกษา จำนวนนักเรียนที่รับบริการ นักเรียนนิยม ดื่มนมชนิดใด รสใด น้ำหนักส่วนสูงก่อนดื่มเป็นอย่างไร เมื่อดื่มนมแล้ว มีพัฒนาการต่อเนื่องอย่างไร ค่านิยมการดื่มนมจืดมีปริมาณสูงขึ้นมากน้อยเพียงใด เป็นต้น

2. รณรงค์ให้ความรู้ทางโภชนาการแก่นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน โดยใช้โครงการนมเป็นเครื่องมือ เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้บริโภคที่ฉลาด สามารถศึกษาคุณค่าทางโภชนาการที่ได้รับ

3. ให้สถานศึกษาจัดซื้อจัดจ้างตามสภาพของแต่ละท้องถิ่นทั้งประเภทชนิดของนม โดยคำนึงถึงหลักให้นักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพทางโภชนาการสูงที่สุด

4. การจัดส่งนม สถานศึกษาควรควบคุมดูแลให้อยู่ในสภาพการเก็บรักษาที่เหมาะสมตามชนิดของนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนมพาสเจอร์ไรซ์ที่ต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิ 2 – 5 องศาเซลเซียส

5. สถานศึกษาควบคุมดูแลการบริโภค ให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้ดื่มนมที่มีคุณภาพครบทุกคน ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละวัน ครบ 230 วัน ตามที่กำหนด

6. ควรติดตามประเมินผล โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ในพื้นที่ทั้งในเรื่องผลผลิตจากสุขภาพร่างกายของนักเรียน

เอกสารเพิ่มเติม

คู่มือ"มารักษาคุณภาพนมโรงเรียนกันเถอะ"
เอกสาร "มารักษาคุณภาพนมโรงเรียนกันเถอะ"